สมัครสมาชิก

อังกฤษมา 3 : สรุปผลงาน 8 สโมสรสุดท้ายแชมเปี้ยนส์ลีกรอบก่อนรองฯ


dev

ข่าวฟุตบอลล่าสุด ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/21 ผ่านพ้นรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว หลังจากที่จบเกม 2 นัดสุดท้าย เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ซึ่ง 8 สโมสรที่หลุดเข้ามานั้น ตัวแทนจากอังกฤษมากันแบบครบๆ ทั้ง 3 สโมสร ขณะที่แชมป์เก่าอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ผ่าน ลาซิโอ มาได้แบบชิลล์ๆ ส่วน “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เป็นตัวแทนจากสเปนเพียงหนึ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ และนี่คือโฉมหน้าของทั้ง 8 สโมรสรที่ได้ไปต่อในถ้วย “บิ๊กเอียร์” ซึ่งจะมีการจับสลากประกบคู่รอบก่อนรองฯ หรือรอบ 8 ทีมสุดท้าย วันศุกร์ที่ 19 มีนาคมนี้

บาเยิร์น มิวนิค (ยูฟ่า แรงกิ้ง : 1)

แชมป์เก่าจากฤดูกาลที่แล้วของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค ยังคงทำผลงานได้อย่างน่าเกรงขาม โดยคว้าตั๋วเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างง่ายดาย ด้วยการพิชิต ลาซิโอ ได้ทั้งสองนัด สกอร์รวมขาดลอยถึง 6-2 (4-1 และ 2-1) ซึ่งด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมและขุมกำลังที่แข็งแกร่งแบบนี้ “เสือใต้” สามารถลุ้นได้ยาวๆ กับตำแหน่งแชมป์ยุโรปสมัยที่ 7

**ผลงาน ชปล. ซีซั่นนี้

สถิติ : ชนะ 7, เสมอ 1, แพ้ 0, ยิงได้ 24, เสีย 7 ดาวซัลโวสูงสุด : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (5 ประตู) รอบแบ่งกลุ่ม : แชมป์กลุ่ม เอ

เชลซี (ยูฟ่า แรงกิ้ง : 14)

“สิงห์บลูส์” มีผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆ นับตั้งแต่ได้ โธมัส ทูเคิ่ล เข้ามาคุมทีมแทน แฟร้งค์ แลมพาร์ด และในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ต้องดวลกับทีมแกร่งจากสเปนอย่าง แอตเลติโก มาดริด นั้น พวกเขาก็ทำได้ดีเกินคาด โดยสามารถโค่น “ตราหมี” ได้ทั้งสองนัด สกอร์รวม 3-0 (ชนะ 1-0 และ 2-0) ซึ่งถ้าหากเล่นได้แข็งแกร่งแบบนี้ เชลซี ถือเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์ได้เลย โดยเฉพาะเกมรับที่ชั่วโมงนี้เสียประตูยากมากๆ

**ผลงาน ชปล. ซีซั่นนี้

สถิติ : ชนะ 6, เสมอ 2, แพ้ 0, ยิงได้ 17, เสีย 2 ดาวซัลโวสูงสุด : โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (6 ประตู) รอบแบ่งกลุ่ม : แชมป์กลุ่ม อี

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (ยูฟ่า แรงกิ้ง : 12)

แม้ผลงานกระท่อนกระแท่นในลีก แต่ ดอร์ทมุนด์ ภายใต้การนำทีมของกุนซือขัดตาทัพอย่าง เอดิน เทอร์ซิช กลับทำได้เยี่ยมใน แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยพวกเขาสามารถผ่าน เซบีย่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้ ด้วยสกอร์รวมสองนัดสุดสูสี 5-4 (ชนะ 3-2 และ เสมอ 2-2) ซึ่งก็ต้องซูฮกในความยอดเยี่ยมของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ เครื่องจักรสังหารประจำทีม ที่กดคนเดียว 4 ตุงในรอบนี้

**ผลงาน ชปล. ซีซั่นนี้

สถิติ : ชนะ 5, เสมอ 2, แพ้ 1, ยิงได้ 17, เสีย 9 ดาวซัลโวสูงสุด : เออร์ลิง ฮาแลนด์ (10 ประตู) รอบแบ่งกลุ่ม : แชมป์กลุ่ม เอฟ

ลิเวอร์พูล (ยูฟ่า แรงกิ้ง : 9)

ถึงแม้ฤดูกาลนี้มีผลงานน่าผิดหวังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แต่ “หงส์แดง” ซึ่งเพิ่งคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 เมื่อฤดูกาล 2018/19 ยังคงไปได้สวยในเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยสามารถผ่าน แอร์เบ ไลป์ซิก คู่แข่งรอบ 16 ทีมสุดท้าย ได้ง่ายดายเกินคาด ด้วยชัยชนะ 2-0 ทั้งสองเลก (รวมสองนัด ชนะ 4-0) จากการช่วยทำคนละตุงทั้งสองนัดของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ซึ่งด้วยการที่พวกเขาเหลือลุ้นแชมป์รายการนี้เพียงรายการเดียว เชื่อเหลือเกินว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดกุนซือชาวเยอรมัน เน้นสุดตัวแน่นอน

**ผลงาน ชปล. ซีซั่นนี้

สถิติ : ชนะ 6, เสมอ 1, แพ้ 1, ยิงได้ 14, เสีย 3 ดาวซัลโวสูงสุด : โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (5 ประตู) รอบแบ่งกลุ่ม : แชมป์กลุ่ม ดี

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ยูฟ่า แรงกิ้ง : 6)

ทีมจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฝ่าด่าน โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ได้แบบสบายๆ ด้วยชัยชนะ 2-0 ทั้งสองนัด (รวมสองนัด ชนะ 4-0) ถือเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ทีมของกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มุ่งมั่นอย่างมากที่จะไปให้ถึงเส้นชัย เนื่องจากทีมกำลังอยู่ในฟอร์มที่แข็งแกร่งมากๆ ทั้งรุกและรับ โดยเฉพาะเกมรับถือว่า “สุดจริง” เพราะเก็บคลีนชีตมา 7 นัดติดแล้วในถ้วยนี้ (จาก 8 เกม) และเสียแค่ประตูเดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นคือเกมแรกในรอบแบ่งกลุ่ม ที่เปิดบ้านอัด ปอร์โต้ 3-1 เมื่อเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว

**ผลงาน ชปล. ซีซั่นนี้

สถิติ : ชนะ 7, เสมอ 1, แพ้ 0, ยิงได้ 17, เสีย 1 ดาวซัลโวสูงสุด : เฟร์ราน ตอร์เรส (4 ประตู) รอบแบ่งกลุ่ม : แชมป์กลุ่ม ซี

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ยูฟ่า แรงกิ้ง : 7)

รองแชมป์จากฤดูกาลที่แล้ว คว้าตั๋วเข้าสู่รอบก่อนรองฯ สบายเกินคาด ทั้งที่ได้ บาร์เซโลน่า เป็นคู่แข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งก็ต้องขอบคุณเกมเลกแรกที่บุกไปกระซวกโหด บาร์ซ่า 4-1 ถึงรัง คัมป์ นู จากการทำแฮตทริกของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ทำให้กลับมาเล่นเลกสองที่บ้านตัวเองแบบไม่ต้องเครียด ก่อนจบลงด้วยการเจ๊ากันไป 1-1 เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน (รวมสองนัด ชนะ 5-2) ถือเป็นอีกทีมที่ไม่สามารถมองข้ามได้ สำหรับ เปแอสเช ภายใต้การนำทัพของกุนซือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

**ผลงาน ชปล. ซีซั่นนี้

สถิติ : ชนะ 5, เสมอ 1, แพ้ 2, ยิงได้ 17, เสีย 7 ดาวซัลโวสูงสุด : เนย์มาร์, คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (6 ประตู) รอบแบ่งกลุ่ม : แชมป์กลุ่ม เอช

ปอร์โต้ (ยูฟ่า แรงกิ้ง : 15)

ผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้าย ได้แบบสุดเซอร์ไพรส์ โดยเขี่ย ยูเวนตุส ยอดทีมจากอิตาลี ร่วงด้วยกฎอเวย์โกล โดยเกมแรกเปิดบ้านคว้าชัยได้ก่อน 2-1 ส่วนเลกสองถือเป็นเกมสุดมันส์ เพราะแพ้ 1-2 ใน 90 นาที ทำให้ต้องมีการต่อเวลาพิเศษ และยิงได้ฝั่งละประตู จบเกม 120 นาที เสมอกัน 4-4 ทว่ายอดทีมแดนฝอยทองเป็นฝ่ายเบียดเข้ารอบก่อนรองฯ เนื่องจากทำประตูในฐานะทีมเยือนได้มากกว่า แม้ชื่อชั้นดูเป็นรองเพื่อนๆ ในบรรดาทั้ง 8 สโมสร แต่บอกเลยว่า ทีมของกุนซือ แซร์โจ้ คอนไซเซา พร้อมชนทุกทีม หลังจากที่ผ่าน “ม้าลาย” มาได้

**ผลงาน ชปล. ซีซั่นนี้

สถิติ : ชนะ 5, เสมอ 1, แพ้ 2, ยิงได้ 14, เสีย 7 ดาวซัลโวสูงสุด : แซร์โจ้ โอลิเวยร่า (5 ประตู) รอบแบ่งกลุ่ม : รองแชมป์กลุ่ม ซี

เรอัล มาดริด (ยูฟ่า แรงกิ้ง 4)

ทีมของกุนซือ ซีเนดีน ซีดาน ยังคงเก๋าเกมเสมอเมื่อเข้าถึงรอบน็อกเอาต์ โดยพวกเขาสามารถเขี่ย อตาลันต้า ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวมสองนัดขาดลอย 4-1 (ชนะ 1-0 และ 3-1) แน่นอนว่า ยิ่งเข้ามาถึงรอบลึกๆ ไม่มีใครอยากเจอกับ “ราชันชุดขาว” ที่กำลังเดินหน้าไล่ล่าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 14

**ผลงาน ชปล. ซีซั่นนี้

สถิติ : ชนะ 5, เสมอ 1, แพ้ 2, ยิงได้ 15, เสีย 10 ดาวซัลโวสูงสุด : คาริม เบนเซม่า (5 ประตู) รอบแบ่งกลุ่ม : แชมป์กลุ่ม บี