สมัครสมาชิก

คิดถูกแล้ว! 7 แข้งดังใน “พรีเมียร์ลีก” ที่โยกมาค้าแข้งกับทีมคู่แข่งในลีกแต่กลับประสบความสำเร็จ


dev

ข่าวฟุตบอลล่าสุด ในประวัติศาสตร์ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ที่ผ่านมามีหลายดีลที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลเป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือการย้ายไปเล่นให้กับทีมคู่แข่งโดยตรงของนักเตะระดับซุเปอร์สตาร์ ซึงเกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับวงการฟุตบอลอังกฤษ

อย่างไรก็ตามที่น่าเจ็บใจก็คือบรรดานักเตะตัวพ่อเหล่านั้นดันย้ายไปประสบความสำเร็จกับทีมคู่ปรับโดยทันที ซึงถือเป็นการสร้างบาดแผลให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก

นี่คือ 7 สตาร์ที่ ยูฟ่าเบท คัดมาให้ว่าประสบความสำเร็จหลังย้ายซบทีมคู่แข่งใน พรีเมียร์ลีก

1.เอริค คันโตนา – ลีดส์ ยูไนเต็ด ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – ปี 1992 – ค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าก่อนจะมาเป็น “ก็องโต้” ตำนานนักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คันโตนา เคยค้าแข้งกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด อีกหนึ่งทีมคู่ปรับตลอดกาลของทีม ปีศาจแดง แถมยังช่วยพาทีมคว้าแชมป์ ดิวิชั่น 1 เดิม ในซีซั่น 1991-1992 พร้อมทั้งทำแฮททริคในเกมชาริตี้ชิลด์ใส่ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นต่อมาได้อีกด้วย

ในตอนนั้นยังไม่มีการกำหนดตลาดซื้อขายนักเตะเป็น 2 ช่วงเหมือนปัจจุบัน เมื่อ ยูไนเต็ด กำลังตกที่นั่งลำบากด้วยการรั้งอันดับ 8 ของตารางและมีปัญหาเรื่องการทำประตูอย่างรุนแรง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ใช้จังหวะที่ดาวยิงชาวฝรั่งเศสกำลังมีเรื่องระหองระแหงกับ ฮาเวิร์ด วิลกินสัน ผู้จัดการของทีม ยูงทอง จัดการทาบทามนักเตะพร้อมยื่นข้อเสนอ 1.2 ล้านปอนด์ให้คู่แข่งพิจารณา และสุดท้ายเจ้าตัวก็ย้ายมาเล่นในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อเดือนพฤศจิกายนในปีนั้น

จากนั้น ก้องโต้ ก็กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ และพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สมัยแรกได้สำเร็จก่อนจะทำได้อีก 3 ครั้งในช่วงเวลา 5 ปีที่ค้าแข้งอยู่กับทีมและถูกยกให้เป็นตำนานของสโมสรมาจนถึงทุกวันนี้

2.แอนดี้ โคล – นิวคาสเซิล ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – ปี 1995 – ค่าตัว 7 ล้านปอนด์

แอนดี้ โคล แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวใน พรีเมียร์ลีก กับทีม สาลิกาดง ภายใต้การนำของ “คิงเคพ” เควิน คีแกน โดยย้ายจาก บริสตอล ซิตี้ มายังถิ่น เซนต์ เจมส์ ปาร์ค เมือปี 1993 และคว้ารางวัลดาวซัลโวได้ในทันทีด้วยการยิงไป 34 ประตูในปี 1995 ซึ่งเป็นปีแรกของเขาในการลงเล่น พรีเมียร์ลีก อย่างเต็มตัว

ตอนนั้นถือได้ว่า นิวคาสเซิล คือคู่ปรับในการแย่งแชมป์กับ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ คีแกน ก็ยังกล้าปล่อย โคล ให้กับ เวอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ด้วยราคา 7 ล้านปอนด์ และไปคว้าเอา เลส เฟอร์ดินานด์ มาล่าตาข่ายแทน

ไฮไลท์สำคัญของ “คิงโคล” คือการหักอกทีมเก่าด้วยการยิงประตูพาทีม ปีศาจแดง คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จในซีซัน 1995-1996 ทั้ง ๆ ที่ เดอะแม็กพายส์ ทำแต้มทิ้งห่างทีม ปีศาจแดง ไปไกลถึง 12 คะแนนในช่วงคริสมาสต์ ซึ่งนั่นถือเป็นตราบาปของ คีแกน มาจนถึงทุกวันนี้

3.โซล แคมเบล – ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ไป อาร์เซนอล – ปี 2001 -ค่าตัว ฟรี

ถือเป็นการย้ายทีมที่สุดอื้อฉาวครั้งหนึ่งที่ต้องบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก เพราะแฟนบอลทั่วโลกต่างรู้กันว่า สเปอร์ส และ อาร์เซนอล นั้นถือเป็น 2 ทีมที่เป็นอริกันเข้าไส้คู่หนึ่งในวงการฟุตบอลอังกฤษ และยิ่ง แคมเบลล์ เป็นนักเตะที่โตมาจากอคาเดมีของ ไก่เดือยทอง ด้วยแล้วมันยิ่งเป็นอะไรที่น่าเจ็บปวดสำหรับยิดอาร์มี

แม้จะต้องแลกด้วยการโดนแฟนบอลอีกฝั่งหนึ่งสาปส่ง แต่ก็ถือว่ามันคุ้มค่าสำหรับนักเตะอาชีพคนหนึ่ง เมื่อ “บิ๊กโซล” เข้ามาเสริมเกมรับให้กับทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ทำให้พวกเขากลับมาคว้าดับเบิ้ลแชมป์ทั้ง พรีเมียร์ลีก และ เอฟเอคัพ ได้สำเร็จในซีซัน 2001-2002 ซึ่งเป็นปีแรกที่เจ้าตัวย้ายมาร่วมทีม และ จากนั้น แคมเบลล์ ก็กลายเป็นหนึ่งในทีมชุด “อินวินซิเบิ้ล” หรือชุดแชมป์ไร้พ่ายในซีซัน 2003-2004 พร้อมกับเป้นคนทำประตูในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ในซีซัน 2005-2006 ได้อีกด้วย

4.คาร์ลอส เตเวซ – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – ปี 2009 – ค่าตัว 25 ล้านปอนด์

หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัยและเป็นแชมป์ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 1 ครั้งหลายคนก็เชื่อว่า คาร์ลอส เดเบซ จะตกลงเซ็นสัญญาถาวรกับทีม ปีศาจแดง อย่างแน่นอนหลังรับใช้ทีมด้วยสัญญายืมตัวมานานถึง 2 ฤดูกาล

อย่างไรก็ตามเรื่องแบบนี้มันก็ไม่ได้เป็นไปตามความคาดหมายเสมอไป เมื่อ ยูไนเต็ด ทำท่าจะไม่สู้ราคาในการซื้อขาด เป็นโอกาสของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เข้ามายื่นข้อเสนอ และเมื่อทุกอย่างมันลงล็อค ต้นสังกัดอยากขาย นักเตะอยากย้าย มีทีมพร้อมซื้อ เตเบซ จึงย้ายไปสวมเสื้อสีฟ้าในช่วงซัมเมอร์ พร้อมกับป้ายต้อนรับกลางเมืองอันอื้อฉาวที่มีข้อความว่า “ยินดีต้อนรับสู่แมนเชสเตอร์”

แม้จะโดนคนครึ่งเมืองเกลียดขี้หน้า แต่สตาร์ฟ้าขาวก็ช่วยให้คนอีกครึ่งเมืองมีความสุขด้วยการเป็นแชมป์ เอฟเอคัพ เมื่อปี 2011 ซึ่งเป็นการได้ถ้วยแชมป์ครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ปี 1976 จากนั้นก้พา ซิตี้ ไปถึงฝั่งฝันด้วยการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกด้วยประตูได้เสียที่เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเก่าของเขานั่นเอง

5.โรบิน ฟาน เพอร์ซี – อาร์เซนอล ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – ปี 2012 – ค่าตัว 24 ล้านปอนด์

ในช่วงเวลาที่ร้างความสำเร็จมานานหลายปีของ อาร์เซนอล กองหน้าตัวเก่งของพวกเขาอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี ก็ได้ตัดสินใจสละเรือเพื่อตามหาความฝันด้วยการย้ายไปเล่นให้กับคู่ปรับอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันเสียเลย

การย้ายทีมครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้สาวก กันเนอร์ส เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งความคิดของดาวยิงชาวฮอลแลนด์ได้ โดยเจ้าตัวกลายเป็นหัวใจสำคัญในเกมรุกของทีม ปีศาจแดง ช่วยให้ ท่าน เซอรื อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมคว้าแชมปืลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 20 ในซีซัน 2012-2013 ถือว่ามากที่สุดในอังกฤษ และเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ครั้งสุดท้ายของทีม นอกจากนั้นเจ้าตัวยังเป็นดาวซัลโวของทีมด้วยการยิง 26 ประตูและคว้ารองดาวซัลโวของลีกในปีนั้นด้วย

6.ราฮีม สเตอร์ลิง – ลิเวอร์พูล ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – ปี 2015 – ค่าตัว 49 ล้านปอนด์

สเตอร์ลิง แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับ ลิเวอร์พูล ในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในซีซัน 2013-2014 ที่เจ้าตัวเป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญที่ช่วยพาทีมกลับมามีลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง ก่อนจะพลาดท่าให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วง 3 เกมสุดท้ายของฤดูกาล

หลังจากซีซันดังกล่าว หลุยส์ ซัวเรส ดาวยิงคนสำคัญของ หงส์แดง ตัดสินใจย้ายไปค้าแข้งกับ บาร์เซโลนา ในช่วงซัมเมอร์ ทำให้เจ้าหนูชาวอังกฤษรายนี้กลายเป็นตัวความหวังในเกมรุกของ บีร็อด แต่ท้ายที่สุดทีมก็ไปไม่รอดทำได้เพียงอันดับ 6 ของตาราง พร้อมกับการตัดสินใจย้ายไปซบ เรือใบสีฟ้า ด้วยค่าตัว 49 ล้านปอนด์หลังจบฤดูกาล

แม้จะย้ายไปเล่นให้กับทีมมหาเศรษฐีแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ แต่ สเตอร์ลิง ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะปรับตัวได้และเจ้าตัวก็มาระเบิดฟอร์มในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา กลายเป็นนักเตะตัวหลักของทีมพร้อมกับการคว้าแชมป์มากมายทั้ง พรีเมียร์ลีก 2 สมัย เอฟเอคัพ 1 สมัย และ ลีกคัพ อีก 3 สมัย

7.เอ็นโกโล ก็องเต้ – เลสเตอร์ ซิตี้ ไป เชลซี – ปี 2016 – ค่าตัว 32 ล้านปอนด์

หลังจากที่ช่วย เลสเตอร์ ซิตี้ สร้างปาฏิหาริย์ด้วยการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อย่างสุดเซอร์ไพรส์ในซีซัน 2015-2016 ก็องเต้ ก็กลายเป็นเป้าหมายของทีมใหญ่ซึ่งกลายเป็น เชลซี ที่เพิ่งแต่งตั้ง อันโตนิโอ คอนเต้ เป็นผู้จัดการทีมยอมทุ่มเงิน 32 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัวไปร่วมทีม

ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นนักเตะที่มีความสำคัญขนาดไหน เดอะฟ็อกซ์ ที่ไร้ ก็องเต้ ต้องกลายเป็นทีมหนีตกชั้นและเอาตัวเกือบไม่รอดในซีซันต่อมา ในขณะที่ทีม สิงห์บลู กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นและกลับมาค้วาแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จอีกครั้ง

มิดฟิลด์จากแดนน้ำหอมยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ PFA ได้สำเร็จหลังจบฤดูกาล และเจ้าตัวก็ยังช่วยทีมคว้าแชมป์ เอฟเอคัพ ในปีต่อมาและแชมป์ ยูฟา ยูโรป้าลีก ก่อนจะเป็นแชมป์โลกกับทีมชาติฝรั่งเศสเมื่อปี 2018